นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามการระบาดของโรคนี้ให้ข้อสังเกต การก่อโรคของเชื้อร้ายชนิดใหม่ มีลักษณะตามธรรมชาติเหมือนกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด "Spainish Flu" ซึ่งเคยระบาดรุนแรง เมื่อ 85 ปีที่แล้วแม้จะเชื่อกันว่า เชื้อนรกพันธุ์ใหม่นี้ ไม่ใช่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ "Spainish Flu" แต่ก็มีพิษสงร้ายแรง และทำให้เกิดโรคติดต่อที่รุนแรงได้พอๆกัน สนใจก็คลิกเข้ามาอ่านต่อเลยครับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ผู้หนึ่งขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า แต่ละปีจะมีไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ๆ แพร่ระบาดจากภูมิภาคตะวันออกไกล ไปยังยุโรป ในช่วงเดือนธันวาคมและมีนาคมของทุกปี เรียกกันว่า "ฤดูไวรัสไข้หวัดใหญ่"

ไวรัสเหล่านี้อาจมีการผ่าเหล่า หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยีนอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา ต้องรับมือกับเชื้อไวรัสหน้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีการผ่าเหล่าไปมากจนระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา ไม่สามารถตอบโต้ได้ มันก็สามารถฆ่าคนที่มีสุขภาพแข็งแรงได้ไม่ยาก

จึงมีนักไวรัสวิทยากลุ่มหนึ่งเชื่อว่า โรคซาร์ส หรือ "ปอดบวมมรณะ" ที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่เมื่อ 85 ปี ผ่าเหล่า กลับมาเล่นงานชาวโลกอีกครั้ง... อย่างไรก็ตาม หลังจากนักวิทยาศาสตร์ควานหาต้นตอของเชื้อร้ายตัวนี้อย่างถึงที่สุด ล่าสุด กระแสใหม่เริ่มมีความมั่นใจกันแล้วว่า "โรคซาร์ส" เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด

ชนิดแรก เป็นไวรัสจัดอยู่ในกลุ่ม "โคโรนาไวรัส"(Corona Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดา และอีกชนิด เป็นไวรัสอยู่ในกลุ่ม "พาราไมโซไวรัส" (Paramyxo Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัด คางทูม และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีรายงานว่า เชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxo ถูกค้นพบโดยนักวิจัยในฮ่องกง ไต้หวัน เยอรมนี และแคนาดา ส่วนไวรัสกลุ่ม Corona ถูกค้นพบโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ ของสหรัฐอเมริกา

แม้จะพอจับทางได้ว่า โรคซาร์ส มีที่มาจากเชื้อไวรัส 2 กลุ่ม แต่ก็ยังไม่รู้ชัดว่า ตัวใดตัวหนึ่งเป็นต้นเหตุ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นไปได้ว่า ไวรัสที่พบ คือ เวอร์ชั่น ใหม่ที่ผ่าเหล่ามาจากไวรัสสองกลุ่มเดิม และหันมาจับมือกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดโรค

ในมุมมองของ เดวิด เฮย์แมนน์ ผู้จัดการฝ่ายโรคติดต่อขององค์การอนามัยโลก (WHO) เขาเห็นว่า ต้นเหตุของการเกิดโรคซาร์ส ยังเป็นประเด็นที่ซับซ้อน

"ไวรัสทั้ง 2 ชนิด อาจจะมาอยู่ด้วยกันโดยบังเอิญก็ได้ โดยชนิดหนึ่งอาจจะมีอยู่ในผู้ป่วยทุกคน แต่ไม่ทำให้เกิดโรค ส่วนอีกชนิด อาจจะเป็นตัวการก่อโรค

เรารู้แต่เพียงว่า ไวรัสโคโรนาอาศัยอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญ ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่มันเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยก่อน เพื่อเปิดทางให้ไวรัสอีกชนิดเข้าไปซ้ำเติมให้เกิดความเจ็บป่วยร้ายแรง"

เดวิด บอกได้เพียงว่า บัดนี้วงการแพทย์สามารถจำกัดพื้นที่ระบาดของโรคนี้ได้แล้วใน ระดับหนึ่ง ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่ในภูมิภาคเอเชีย ยังไม่สามารถควบคุมได้

ขบวนการต่อสู้กับเชื้อร้ายตัวนี้ ยังคงต้องใช้เวลาศึกษาต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถตัดสินได้ว่า ไวรัสทั้ง 2 ชนิด มีบทบาทช่วยกันกระหน่ำซ้ำเติม ให้เกิดโรคปอดอักเสบมรณะหรือไม่

นอกจากนี้ ก็มีความคืบหน้าอีกอย่างเดียวที่วงการแพทย์รู้ นั่นคือ ร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่า อายุและโรคประจำตัวบางอย่างของผู้ป่วย เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของการเกิดโรคนี้ กล่าวคือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป น่าจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่สุด และในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ หรือโรคหัวใจ ก็มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสรอดชีวิตได้น้อยกว่า

โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน(เอสเออาร์เอส)ซึ่งคนไทยเรียกว่า โรคซาร์ส หรือไข้หวัดมรณะ ที่กำลังเป็นภัยคุกคามที่สร้างความวิตกให้กับประชาชนอยู่ขณะนี้นั้น องค์การอนามัยโลก ระบุว่าเป็นเชื้อไวรัส ที่อาจมาจากสัตว์ สำหรับอาการไข้หวัดมรณะนั้นคือ

มีไข้สูง (มากกว่า 38 องศา) มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าได้แก่ ไอ หายใจเร็ว หายใจลำบาก ปอดอักเสบ อาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียร่วมด้วย นอกจากนี้หากเอกซเรย์หน้าอกจะพบอาการที่บ่งชี้ถึงโรคปอดบวมด้วย มีประวัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าได้แก่ประวัติเดินทางไปในเขตติดโรคหรือประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ระยะฟักตัวของโรคเฉลี่ย 2 ถึง 10 วัน ประมาณวันที่ 5 ของการติดเชื้อ อาการจะเริ่มหลอกให้หลงทาง คือ มองภายนอกเหมือนมีอาการดีขึ้น แต่ภายในกลับมีอาการปอดอักเสบรุนแรง

การติดต่อ จะแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยการสัมผัสกับของเหลวจากร่างกายของผู้ติดเชื้ออาทิ น้ำมูกและน้ำลาย จากการไอหรือจามของผู้ป่วยโดยเชื้อสามารถแพร่อยู่ในอากาศได้ถึง 3 ชั่วโมงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกย้ำว่าการแพร่ระบาดของโรคเอสเออาร์เอสส่วนใหญ่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่แพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ติดเชื้อรวมทั้งญาติพี่น้องคนใกล้ชิดของผู้ติดเชื้อองค์การอนามัยโลกย้ำว่าโรคนี้ไม่ได้มีการแพร่ระบาดที่จัดระดับในระดับรุนแรงหากมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม จากข้อมูลในเบื้องต้นปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 1,600 คน และมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแล้วจำนวน 60 คน

การป้องกัน ไม่ควรเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดมรณะคือจีน เวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์และไต้หวัน และรักษาร่างกายให้แข็งแรง ถ้าผู้ที่มีอาการ ไข้ขึ้นสูง ไอแห้งๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ หายใจขัดและไม่แน่ใจว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดมรณะหรือไม่ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะออกไปยังแหล่งชุมชนเพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวแพร่กระจายออกไป จนกว่าจะทราบผลการตรวจที่ชัดเจนของแพทย์ว่าไม่ได้เป็นป่วยเป็นโรคไข้หวัดมรณะ "


Team members

Sample image

Jutatip Mahaesuan

Webmaster
Sample image

Komsant Janthasema

Webmaster
Sample image

Napart Nitirayut

Webmaster

Find Us On Facebook

 

Login Form

 

 
อัตราค่าบริการ
 

ศูนย์รับเรืองร้องเรียน

Sample image

ศูนย์บริหารจัดการ เรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงสาธารณสุข

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

gishealth

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทรัพยากรสุขภาพ.

ตรวจสอบสิทธิ การรักษา

ตรวจสอบสิทธิภาคประชาชน

ตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล

ข้อมูลสถิติ สาธารณสุข

Sample image

ระบบ Dashboard หน่วยบริการ